บล็อกลม ให้เหมาะสมกับการใช้งานที่สุด

บล็อกลม

บล็อกลม เป็นเครื่องมือที่ให้กำลังสูง บล็อกลม ต้องอาศัยพลังงานลมในการทำงาน ซึ่งวิธีการใช้งานไม่ยากเลยครับ ต่อให้เป็นช่างมือใหม่ก็หมดกังวลไปได้เลย ดังนั้นวันนี้น้องสมาร์ทจะพาทุกท่านไปพบกับ การใช้งานบล็อกอย่างถูกวิธี ตามน้องสมาร์ทมาเลยถูกนำมาใช้สำหรับงานยานยนต์ งานประกอบ และงานซ่อมบำรุงเครื่องจักร บล็อกเหล่านี้มีจุดประสงค์เดียวกันทั้งหมด คือ ใช้ในการขันน็อตให้แน่นและการคลายน็อตให้หลวมโดยใช้แรงลมเป็นตัวขับเคลื่อน โดยใช้ในงานซ่อมบำรุง งานผลิต หรืองานประกอบ ไม่ว่าจะเป็นตามร้านซ่อมรถยนต์ ศูนย์บริการรถยนต์หรือโรงงานต่าง ๆ  capitallaboratory

สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมบล็อกลม

ใช้คู่กับ ปั๊มลม ซึ่ง ปั๊มลม จะเป็นตัวจ่ายลมผ่านสายลมที่เชื่อมต่อระหว่าง ปั๊มลม กับ บล็อกลม เพื่อให้ บล็อกลม สามารถทำงานได้ก่อนอื่นคุณจะต้องเช็คสเปคของ บล็อกลม เกี่ยวกับปริมาณลมที่ใช้ (CFM) เพื่อจะได้คำนวณค่าความดันลมที่ต้องการ ควรเลือก ปั๊มลม ที่มีค่า CFM สูงกว่าค่า CFM ของ บล็อกลม จะดีที่สุด 

ซึ่งจะช่วยให้ บล็อกลม ของคุณทำงานได้ต่อเนื่องดีกว่าใช้ ปั๊มลม ที่มีค่า CFM น้อยและอย่าลืมสายลมเอาไว้เชื่อมต่อ ปั๊มลม กับ บล็อกลม ด้วยนะครับ หรือจะลองใช้ตลับเก็บสายลมก็ได้นะครับ เพราะตลับเก็บสายลมช่วยให้พื้นที่ทำงานเป็นระเบียบและยังสะดวกกับการใช้งานได้ด้วย

ทดสอบการทำงานของบล็อกลม

มาถึงจุดที่สำคัญ คือ การทดสอบการทำงานของ บล็อกลม นะครับ ก่อนจะใช้งานเราก็ต้องเช็คให้แน่ใจก่อนว่า “บล็อกลม ทำงานได้ปกติหรือไม่” ทดสอบโดยกดปุ่มทำงาน แล้วปล่อยปุ่ม จากนั้นปรับค่าแรงบิด หรือที่เรียกว่าทอร์ก เพื่อให้เหมาะกับขนาดของน็อต และทดลองกดปุ่มทำงานอีกครั้ง

หากต้องการคลายน็อตให้ทดสอบโดยกดสวิตซ์ทำงาน แล้วสังเกต Square หรือหัวจับ หมุนทวนเข็มนาฬิกา(หมุนซ้าย) ในทางกลับกันหากต้องการขันน็อตให้แน่น ให้ทดสอบว่า Sauare หมุนตามเข็มนาฬิกา(หมุนขวา) จะเห็นว่าวิธีการทดสอบการทำงานของ บล็อกลม

วิธีเลือกบล็อคลม (impact wrench) ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

การเลือกบล็อคลม ควรดูลักษณะการใช้งานว่านำไปใช้งานหนัก/เบา ขนาดไหน รวมถึงการนำไปใช้ เช่น ในโรงซ่อมรถหรือใช้ประกอบงานต่าง ๆ เมื่อเลือกได้แล้วควรดูรายละเอียดสเป็ค โดยสเป็คที่สำคัญและควรต้องดูมี 4 ค่า คือ ขนาดลูกบล็อคที่นำไปใช้, ขนาดท่อลมต่อและกำลังลม, แรงบิดสูงสุด (torque) และอื่น ๆ เช่น น้ำหนัก, ความเร็วรอบ

  • ขนาดลูกบล็อคที่นำไปใช้ บล็อคลมมีหัวขับหลายขนาด ขนาดใหญ่ขึ้นจะแข็งแรงขึ้นตามลำดับ และลูกบล็อค (socket) นั้นก็ใส่ได้กับขนาดเฉพาะของแต่ละรุ่นเช่นกัน จึงควรเลือกให้สามารถใช้งานด้วยกันได้
  • ขนาดท่อลมและกำลังลม ในรายละเอียดสเป็คจะบอกไว้ว่า ใช้กับท่อลมขนาดเท่าไร และมีการใช้ลมต่อนาทีเป็น รวมถึงดูแรงดันที่ใช้ขณะทำงาน ว่าเพียงพอกับปั้มลมหรือไม่
  • แรงบิดสูงสุด (torque) เป็นค่าที่บอกว่าสามารถมีแรงหมุนได้สูงสุดเท่าไร มีหน่วยเป็น ฟุตปอนด์ (ft. lbs) หรือ นิวตันเมตร (Nm) รวมถึงค่าแรงบิดใช้งานสำหรับ impact wrench ว่าอยู่ในช่วงเท่าไร เช่น 35-408 Nm
  • รายละเอียดอื่น ๆ เช่น น้ำหนักของบล็อคลมว่าหนักกี่กิโลกรัม ทั่วไปจะประมาณ 2-3 กก, ความเร็วรอบ รวมถึงเสียงขณะทำงานว่ากี่เดซิเบล

เลือกใช้บล็อกลม Impact Wrench ให้เหมาะสม

เป็นเครื่องมือที่ใช้งานซ่อมบำรุง งานผลิต หรืองานประกอบ ไม่ว่าจะเป็นตามร้านซ่อมรถยนต์ หรือศูนย์บริการรถยนต์ หรือตามโรงงานต่าง ๆ ซึ่ง บล็อกลม มีหลากหลาย แตกต่างกันทั้งขนาด คุณสมบัติ และฟังก์ชันการใช้งาน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน

1. ขนาดของหัวจับที่ใช้ (Square Drive)

บล็อกลม มีหลายขนาด รวมถึงลูกบล็อกก็มีหลายขนาดเช่นกัน หากผู้ใช้งานต้องการใช้ บล็อกลม กับน็อตหรือโบลต์ที่มีขนาดเล็ก ควรเลือก บล็อกลม ขนาด ¼ นิ้ว(0.25 นิ้ว) ซึ่ง บล็อกลม ขนาดของหัวจับที่ใช้ ¼ นิ้วสามารถใช้งานได้เหมือนไขควงธรรมดาทั่วไป มี output อยู่ที่ปลาย และอีกด้านเป็นที่จับคล้ายปืนพกช่วยให้จับได้ถนัดมือ ต่อมาเป็น บล็อกลม ขนาด นิ้ว(0.375 นิ้ว) มีลักษณะคล้ายปืนพก คอสั้น เหมาะกับการใช้งานทั่วไปรวมถึงงานหนักก็สามารถใช้ได้

2. แรงบิดสูงสุด (Max. Torque)

แรงบิดสูงสุด หรือ เป็นค่าที่บอกว่า บล็อกลม มีแรงหมุนได้สูงสุดเท่าไร มีหน่วยเป็น นิวตันเมตร (N.m) หรือฟุตปอนด์ (ft.lbs) ถ้าการใช้งานทั่วไป เช่น ถอดน็อตหรือโบลต์ ในงานซ่อมรถยนต์ คุณอาจจะใช้ บล็อกลม ที่มีแรงบิดสูงสุดประมาณ 500 นิวตัน/เมตร ซึ่งแรงบิดที่สูงขึ้นก็จะมีความสามารถมากขึ้น ดังนั้นอย่าลืมคำนึงถึงน็อตที่ต้องการถอดว่าเป็นสนิม หรือถอดยากไหมด้วยนะ

3. ขนาดปั๊มลมและปริมาณลมที่ใช้

สิ่งสำคัญอีกข้อที่ต้องคำนึงถึงคือ ขนาดของปั๊มลม เพราะเป็นแหล่งพลังงานเพียงอย่างเดียวสำหรับ บล็อกลม หากคุณซื้อ บล็อกลม ขนาดใหญ่ เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของคุณ แต่ปั๊มลมเข้ากันไม่ได้กับกำลังลมของ บล็อกลม คุณก็จะไม่ได้รับพลังงานที่เหมาะสมการทำใช้งานของคุณ

4. คุณภาพ

คุณภาพ เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม หากจะซื้อ บล็อกลม สักตัวก็ต้องเลือกยี่ห้อที่เชื่อถือได้ บล็อกลม ที่ทนทานควรทำจากชิ้นส่วนโลหะเป็นหลัก อาจจะมีพลาสติกหรือยางบ้างบริเวณที่หุ้ม เช่น ด้ามจับของ บล็อกลม แผงหุ้มด้านหน้า และด้านหลัง ยิ่ง บล็อกลม มีความทนทานมากเท่าไหร่คุณก็ยิ่งได้ประโยชน์กับการใช้งานมากขึ้นเท่านั้น

5. แรงหมุน (รอบ/นาที)

เลือกใช้ บล็อกลม ที่มีแรงหมุนสูงๆ จะช่วยให้งานของคุณเป็นเรื่องง่าย เพราะยิ่งมีแรงหมุนมากเท่าไหร่ ยิ่งใช้ความพยายามในการออกแรง หรือระยะเวลาการทำงานน้อยลง งานของคุณก็จะเสร็จเร็วขึ้นด้วย

6. น้ำหนัก

บล็อกลม ที่ใช้งานทั่วไป แบบคอสั้น น้ำหนักอาจจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ แต่หากเป็นการใช้งานหนัก เช่น บล็อกลม ที่ใช้ขนาด 1 นิ้ว จะมีน้ำหนักมาก คุณควรเลือกรุ่นที่มีน้ำหนักเบาที่สุด จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายและลดความเหนื่อยล้าได้มากว่านอกเหนือจากที่กล่าวมา หาก บล็อกลม ยี่ห้อใดมีการรับประกันสินค้าด้วยก็จะดีมากครับ เพราะผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่ได้รับประกันเครื่องมือลม ทีนี้คุณก็ลองชั่งน้ำหนักดูว่า คุณจะเลือก บล็อกลม แบบไหน รุ่นอะไร ยี่ห้ออะไร ที่สำคัญต้องเลือก บล็อกลม ให้เหมาะกับการใช้งานของคุณมากที่สุด